Close this Page close
 
    otherINFORMATION Back to home Travelsatun.com 
 
ชื่อกิจกรรม : งานแข่งขันเรือกอและ เรือยาว และเรือยอกองชิงถ้วยพระราชทานหน้าพระที่นั่ง ประจำปี 2550
สถานที่จัดกิจกรรม :
ริมเขื่อนท่าพระยาสาย หรือแม่น้ำบางนรา อำเภอเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
วันที่จัดกิจกรรม : 23-25 ตุลาคม 2550

งานแข่งขันเรือกอและ เรือยาวและเรือยอกอง ชิงถ้วยพระราชทาน หน้าพระที่นั่ง ณ บริเวณพลับพลาเฉลิมพระเกียรติฉลองราชสมบัตรครบ 50 ปี ริมเขื่อนท่าพระยาสาย หรือแม่น้ำบางนรา อำเภอเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยปกติจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน ของทุกปี โดยเป็นกิจกรรมหนึ่งในงานของดีเมืองนรา แต่ในปีนี้กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม 2550 มีกำหนดการแข่งขัน 3 วันโดย 2 วันแรก เป็นการแข่งขันรอบคัดเลือก และวันสุดท้ายเป็นรอบชิงชนะเลิศหน้าพระที่นั่ง ซึ่งในวันดังกล่าว มีการจัดขบวนแห่เรือทางน้ำ ประกอบการร้องเพลงแห่เรือ การแสดงศิลปะพื้นบ้าน การร้องเพลงเฉลิมพระเกียรติฯ มหาราชา 80 พรรษามหาราช พระแม่แห่งสยาม และเพลงล่องใต้ ประกอบการแสดงจินตลีลาสี่ภาคของไทย โดยคณะนักร้องชนะเลิศเพลงเฉลิมพระเกีรติฯ ของ ททท. ปี 2550 และคณะนักร้องนักแสดงผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วไป นอกจากนั้น มีการแสดง แสง เสียง และสื่อผสม เรื่อง " รักในหลวง ห่วงมาตุภูมิ "

การแข่งขันเรือดังกล่าว นับเป็นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแข่งขัน และพระราชทานรางวัลให้แก่ทีมเรือที่ชนะเลิศด้วยพระองค์เอง การจัดงานจึงจัดอย่างยิ่งใหญ่ และสมพระเกียรติ ซึ่งในแต่ละปี มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งในพื่นที่จังหวัดนราธิวาส พื้นที่ใกล้เคียง จังหวัดอื่นๆ และประเทศเพื่อนบ้าน คือมาเลเซีย ส่งทีมเรือเข้าร่วมการแข่งขัน


ลักษณะเรือที่ใช้ในการแข่งขัน
เรือกอและ
เป็นเรือประมงใช้แถบจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง รวมทั้งรัฐกลันตันและตรังกานูของประเทศมาเลเซีย
ลักษณะเป็นเรือยาวต่อด้วยไม้กระดานโดยส่วนหัวและส่วนท้ายสูงขึ้นจากลำเรือ มีการทาสี
และเขียนลวดลายสีฉูดฉาดเป็นลายไทยหรือลายอินโดนีเซีย เรือกอและมี 2 แบบคือ แบบหัวสั้นและแบบหัวยาว สำหรับแบบหัวยาว แบ่งเป็น 2 แบบย่อย คือแบบมาเลเซีย ลักษณะแข็งและแคบ ส่วนอีกแบบคือแบบบาฆะ (ตะวันตก) ลักษณะยาวโค้งกว้างและอ่อนช้อยกว่าแบบมาเลเซีย

ศิลปะการตกแต่งเรือกอและ
ความสง่างามของเรือกอและ อยู่ที่การตกแต่งลวดลายจากหัวจนถึงท้ายเรือ ลวดลายมีทั้งแบบไทยและมลายู
จิตรกรพื้นบ้านไม่ได้ร่ำเรียนมาจากที่ใด และบางคนไม่ต้องใช้ดินสอร่างแบบ จะใช้พู่กันวาดลวดลายได้เลย
ซึ่งลายก็มีหลายแบบไม่ว่าจะเป็นลายกนกบัวคว่ำ บัวหงาย หนุมานเหินหาว เมขลาล่อแก้ว ตรงหัวเรือ
มักเป็นรูปหัวพญานาค แต่ส่วนใหญ่มักเป็นรูปนก การแกะสลักลวดลายเรือมีอยู่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น
มีพบบ้างในรัฐกลันตัน, ตรังกานู ก็ไม่สวยมากนัก การทาสีนิยมทากันเป็นแถบๆ มีสีฟ้า, สีแดง, เขียว
มีการวาดลวดลายดอกไม้เข้าไปด้วย และเริ่มมีการพัฒนานำลวดลายอื่นเข้าไปด้วย อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
สีที่ใช้คือ สีทาบ้านของญี่ปุ่น ในสมัยก่อน มีผู้เห็นเรือกอและที่มีหัวเรือเป็นรูปนก หัวพญานาค ประดิษฐ์อย่างปราณีต สวยงาม ท้ายเรือมีการตกแต่ง การเขียนลวดลาย ช่างจะคิดขึ้นเอง โดยการดูมะโย่งบ้าง ละครอิเหนาบ้าง หรือลวดลายของหนังตะลุง

แหล่งที่ต่อเรือกอและ
แหล่งที่ต่อเรือกอและของจังหวัดนราธิวาส คือ หมู่ที่ 5 (บ้านทอน) ต.โคกเคียน อ.เมือง จังหวัดนราธิวาส
ส่วน จังหวัดปัตตานี คือ อ.สายบุรี ปัญหาอุปสรรคของการต่อเรือกอและ คือ ไม้ที่จะใช้ค่อนข้างหายาก
เพราะใช้ไม้เนื้อแข็ง คือ ไม้ตะเคียนมีขนาดใหญ่และยาว จึงมีราคาสูง

เรือยาวหรือเรือเพรียว
เป็นเรือสำหรับพายแข่งหรือพายชัก "เรือพระในวันประเพณีลากพระหรือชักพระถือว่าเป็นงานบุญที่สำคัญ
เนื่องจากเรือเพรียวต้องพร้อมที่จะพายแข่งกับลำอื่นไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันเพื่อความสนุกสนาน
หรือร่วมกับพวกเดียวกันเพื่อแย่งเรือพระ ดังนั้น จึงต้องแต่งเรือให้เป็นรูปเรียวเพรียวลม ให้พายเร็วที่สุด
จึงเรียกเรือในลักษณะนี้ว่า "เรือเพรียว" เรือเพรียวจะเป็นเรือขุด ทำจากไม้ทั้งต้น ต้องเลือกไม้ มีการเซ่นบวงสรวง มีการเลือกวันโค่น วันขุด วันนำเรือลงน้ำ เรือเพรียวแต่ละลำจะมีแผ่นกระดานพาดขวางลำเรือให้ฝีพายนั่งเป็นช่วงๆ บากหัวแผ่นกระดานประกบกันกับหัวกงทั้ง 2 ข้าง เรียกแผ่นกระดานนี้ว่า "ทง" (กระทง ถ้าเรือเพรียวยาวมาก จะมีไม้ยาวสอดใต้ทงแบ่งครึ่งลำเรือให้ฝีพายนั่งคร่อมแล้วพาย)

ก่อนจะทำเรือลงแข่งแต่ละครั้ง จะมีการตกแต่ง ทาสีใหม่ สวมหัวสวมท้ายเป็นรูปสัตว์ สิ่งที่สำคัญคือ จะใช้ "ไข" (ไขวัว) ต่อมาใช้เทียนไขต้มกับน้ำมันก๊าดทาท้องเรือด้านนอกให้ทั่วเพื่อให้ลื่นแหวกน้ำได้ดี ส่วนฝีพายเจ้าของเรือ จะเลือกคนที่แข็งแรง และพายเก่ง อาจเป็นชายล้วนหญิงล้วน มีความจุ 6-30 คน หรือมากกว่านั้น
คนที่อยู่หน้าสุดเรียกว่า "นายหัว" ซึ่งต้องพายเก่ง จังหวะดี สำหรับคนท้ายสุดเรียกว่า "นายท้าย" ต้องแข็งแรง
บังคับทิศทางการเบี่ยงเรือ เบียดทางคู่แข่งได้ดี การแต่งกายเป็นแบบเดียวกัน เสื้อผ้าต้องสวยสดสะดุดตา
ตัดกับสีของเรือ เรือเพรียวหรือเรือยาวในภาคใต้ เป็นเรือที่ชาวบ้านช่วยกันขุดถวายวัด เมื่อถึงวันออกพรรษา
ในแต่ละหมู่บ้านจะนำเรือมาแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน ปัจจุบันยังมีอยู่ เช่น จ.ชุมพร, จ.สุราษฎร์ธานี, จ.เชียงใหม่ , อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช รวมทั้ง อ.ปานาเระ จ.ปัตตานี , จ.นราธิวาส เล็งเห็นถึงความสำคัญ ของประเพณีนี้จึงส่งเสริมให้มีการแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานหน้าพระที่นั่งตั้งแต่ พ.ศ. 2522 จนถึงปัจจุบัน

ปัญหาของเรือยาวก็เหมือนเรือกอและ คือไม้ที่ขุดคือไม้ตะคียนขนาดใหญัทั้งต้น นำมาขุด เป็นเรือ ซึ่งไม้ดังกล่าวหายาก แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องช่วยกันอนุรักษ์เรือกอและ และเรือยาวควบคู่กันไป

เรือยอกอง
เป็นเรือหาปลาขนาดเล็ก ชาวประมงใช้หาปลา มีมากใน อ.เทพา จ.สงขลา, อ.สายบุรี
จ.ปัตตานี, อ.เมือง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และรัฐกลันตัน มาเลเซีย
เรือยอกองจะต่อด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้ตะเคียนเพราะมีความคงทน ทาสีเป็นแถบๆ
เพื่อกันเนื้อไม้ไม่ให้ผุในอดีตเห็นเรือยอกองเป็นจำนวนมาก แต่ต่อมามีเรือยนต์เข้ามามีบทบาท
เรือยอกองเป็นเรือขนาดเล็กไม่สามารถต่อเครื่องยนต์ได้ ชาวบ้านจึงนิยมต่อเรือหาปลาขนาดใหญ่ขึ้น
ทำให้เรือยอกองมีจำนวนน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม เรือยอกองยังมีความจำเป็นกับชาวประมงชายฝั่ง
เมื่อถึงเทศกาลฮารีรายอของพี่น้องมุสลิม จะจัดให้มีการแข่งขันเรือยอกองขึ้นที่ จ.นราธิวาส มีการแข่งขันทุกปี
บริเวณอ่าวใกล้มัสยิดกลางติดกับหาดนราทัศน์ที่ อ.ตากใบจะแข่งกันที่แม่น้ำตากใบ บริเวณหน้าที่ว่าการ อ.ตากใบ ส่วนที่ จ.ปัตตานี ก็มี อ.สายบุรี เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนเป็นจำนวนมากการแข่งขันเรือยอกอง
ได้รับบรรจุเป็นการแข่งขันในประเพณี การแข่งขันเรือหน้าพระที่นั่งฯ ประจำปี ของ จ.นราธิวาส ตั้งแต่ปี 2539
เพื่อเป็นการอนุรักษ์เรือยอกองและประเพณีท้องถิ่นของชาว จ.นราธิวาส และ จ.ใกล้เคียง
ให้คงไว้ซึ่งการแข่งขันเรือยอกอง ได้รับการต้อนรับจากประชาชนเป็นอย่างดีโดยตลอด

  **หมายเหตุ เรือกอและ เรือยาว ที่เข้าร่วมแข่งขัน ใช้ฝีพายรวมทั้งนายท้ายเรือไม่เกิน 23 คน
และไม่น้อยกว่า 18 คน มีฝีพายสำรองไม่เกินลำละ 5 คน สำหรับเรือยอกอง ให้มีฝีพายรวมทั้งนายท้ายเรือ
ไม่เกินลำละ 5 คน มีฝีพายสำรองไม่เกินลำละ 2 คน

ข้อมูลจาก http://www2.tat.or.th/festival/data/47/09/korlae.html